ข่าวบันเทิง ภัยสังคม คลิป นักศึกษาขายตัว ข่าวสำหรับผู้บรรลุนิติภาวะ

รวมข่าวที่ทุกคนต้องแอบอ่าน

แม่พาลูก 2 ขวบ ร้องสื่อ ถูกศูนย์เลี้ยงเด็กข่มขืน ตำรวจนิ่งเฉย มิถุนายน 26, 2009

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 25 มิถุนายน 2552 นางส้ม  (นามสมมุติ)  อายุ 51 ปี  ชาวอ.เต่างอย จ.สกลนคร พร้อมลูกสาว ด.ญ.หวาน (นามสมมุติ)  อายุ 2  ปี 7 เดือน เข้าร้องเรียนต่อผู้สื่อข่าวว่า ถูกผู้เกี่ยวข้องภายในศูนย์รับเลี้ยงเด็กเล็กในเขตพื้นที่ตัวอำเภอเต่างอย ข่มขืนกระทำชำเราบุตรสาวของตน  ซึ่งเกิดเหตุตั้งแต่วันที่ 11 มิถุนายน  ที่ผ่านมา นางส้ม พยายามขอความเป็นธรรมจากเจ้าหน้าที่ตำรวจแต่กลับนิ่งเฉย  ซึ่งอ้างว่าต้องรอการตรวจสอบ  ด้วยความร้อนใจจึงวอนสื่อมวลชนช่วยเหลือ 

          นางส้ม กล่าวว่า  ตนมีอาชีพรับจ้างทั่วไป ส่วนด.ญ.หวาน เป็นหลานสาวซึ่งเป็นลูกของบุตรชายตนที่แยกทางกับแฟนตั้งแต่แรกเกิด  ตนจึงได้รับเอา ด.ญ.หวาน เป็นบุตรบุญธรรมและรักเหมือนลูกแท้ๆ  จนกระทั่งเมื่อ 2 เดือนก่อนได้นำ ด.ญ.หวาน  มาฝากเลี้ยงที่ศูนย์เด็กรับเลี้ยงเด็กเล็กใกล้บ้านดังกล่าว  เพื่อจะออกไปประกอบอาชีพตามปกติ  จนกระทั่งเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน ภายหลังตนได้ไปรับบุตรสาวกลับบ้านตามปกติ จากศูนย์รับเลี้ยงเด็ก  เมื่อเวลา 15.30 น. กระทั่งมาถึงบ้านบุตรสาวบอกว่ามีอาการคันและเจ็บที่อวัยวะเพศ  ตนจึงถอดเสื้อผ้าลูกออกตรวจดู ตะลึงเมื่อพบว่าอวัยวะมีสีแดงก่ำ  มีคราบอสุจิแห้งติดบริเวณรอบอวัยวะเพศด้านนอก  และกางเกงในลูกสาว  ตนถามลูกว่าเกิดอะไรขึ้น และใครเป็นคนทำ   ด.ญ.หวาน ตอบว่า ลุงช้างอ้วน  ให้ถ่างขาออกแล้วไม่รู้ทำอะไร เจ็บมากจึงบอกแม่  ตนโกรธมาก จึงพาลูกสาวกลับไปที่โรงเรียนเพื่อถามครูและพี่เลี้ยงที่ดูแลเด็กว่าเกิดอะไรขึ้น  แต่ได้รับคำตอบว่าเด็กไม่ได้เป็นอะไร  ทุกอย่างเรียบร้อยดี  ตนจึงบอกครูและพี่เลี้ยงว่าลูกสาวตนถูกข่มขืนกระทำชำเรา  จากนายช้างอ้วน  ต่อมาตนได้บอกให้ลูกชี้ว่า ใครเป็นคนทำซึ่งลูกสาวได้ชี้ชายวัยกลางคนคนหนึ่งซึ่งชี้อย่างถูกต้อง ซึ่งต่อมา ช่างอ้วน ได้เดินหลบออกไป   ตนจึงพาบุตรสาวไปตรวจร่างกายเพื่อขอใบรับรองแพทย์เก็บไว้เป็นหลักฐาน  กับโรงพยาบาลเต่างอย  โดยมีนายแพทย์เกียรติศักดิ์  ทมเสนสา แพทย์เวรเป็นผู้ตรวจอาการ  และมี นางยองใย งอยผาลา เจ้าหน้าที่สอบถามซักประวัติ

          นางส้ม กล่าวต่อว่า ต่อมาแพทย์ลงความเห็นว่า พบคราบอสุจิ  จึงส่งไปตรวจที่โรงพยาบาลศรีนครินทร์จังหวัดขอนแก่น เพื่อขอทราบผลดีเอ็นเอ จากคราบดังกล่าว  ซึ่งแพทย์นัดให้มารับผลการยืนยันผลตรวจคราบอสุจิในวันที่ 2 กรกฎาคม และให้นางส้ม นำ ด.ญ.หวาน มารับผลตรวจเลือดเพื่อหาเชื้อเอชไอวี ในวันที่ 18 มิถุนายน แต่ไม่พบการติดเชื้อเอชไอวีแต่อย่างใด  ซึ่งแพทย์ได้กำชับให้นำเด็กมาตรวจเลือดหาเชื้อเอชไอวีและโรคอื่นๆ ติดต่อกันช่วงระยะ 6 เดือน เพื่อความปลอดภัย 

          ต่อมาในวันที่ 11 มิถุนายน นางส้ม  จึงนำใบรับรองแพทย์พร้อมบุตรสาว  เข้าแจ้งความในวันเดียวกัน  ที่สถานีตำรวจภูธรเต่างอย  โดยมี ร.ต.ต.วิชัย ไถวฤทธิ์ พนักงาน(สบ1) ร้อยเวรในขณะนั้นเป็นผู้รับเรื่องไว้  ตนได้บอกรายละเอียดทุกอย่างพร้อมชี้แจงว่า ทราบว่าใครเป็นคนทำเนื่องจากลูกสาวชี้ตัวไว้แล้ว  แต่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำเพียงการบันทึกประจำวัน  พร้อมบอกให้กลับบ้านไปรอก่อนจนกว่าจะมีผลการตรวจของแพทย์ที่ชัดเจนอีกครั้ง  จึงจะสามารถจัดการดำเนินคดีได้  ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวของเจ้าหน้าที่ตำรวจสร้างความแปลกใจแก่นางส้มเป็นอย่างมาก  เนื่องจากตนมีใบรับรองแพทย์ และบุตรสาวผู้เสียหายมายืนยัน  แต่ทางตำรวจกลับนิ่งเฉย  ไม่มีการดำเนินการใดๆ ให้  ประกอบกับไม่ได้ให้ตนเซ็น หรือทำอะไรเกี่ยวกับเอกสารการแจ้งความเลย  จนกระทั่งมาถึงวานนี้ ( 25 มิถุนายน)  ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่มีการดำเนินการใดเลยเกี่ยวกับคดีนี้  แม้นางส้มจะบอกที่อยู่ของผู้ต้องสงสัย  สถานที่รับเลี้ยงเด็กเป็นอย่างไร   โดยจะพาลูกไปชี้ตัวคนที่กระทำกับลูก ก็ถูกปฏิเสธ  นางส้มไม่ท้อยังขอพบเจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวนก็ถูกบ่ายเบี่ยงตลอดเวลา จากร้อยเวร

          นางส้ม กล่าวต่อว่า  ในเบื้องต้นเชื่อว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรมในเรื่องนี้จากตำรวจ  ตนยอมรับไม่ได้ในเรื่องที่เกิดขึ้นกับลูก  เพราะถือเป็นเรื่องน่าอับอาย  ประกอบกับเจ้าของศูนย์รับเลี้ยงเด็กเป็นผู้มีอิทธิพลในพื้นที่  อาจส่งผลให้เกิดความเกรงใจในการทำงาน  เพราะทราบมาว่าผู้ที่ลงมือก่อเหตุนั้นเป็นเครือญาติกันกับเจ้าของศูนย์เด็กดังกล่าว  ตนจะต้องการขอความเป็นธรรมให้แก่ลูกและครอบครัว  และต้องการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งรัดคดีให้เอาคนผิดมาลงโทษให้ถึงที่สุด  จึงวอนสื่อมวลชนช่วยเหลือดังกล่าว 

          ทางด้าน ร.ต.ต.วิชัย  เจ้าหน้าที่ตำรวจเจ้าของคดี   เปิดเผยเพียงว่า คดีนี้ยังต้องรอผลการตรวจสอบจากคราบอสุจิที่แพทย์โรงพยาบาลเต่างอย ส่งไปตรวจที่โรงพยาบาลศรีนครินทร์จังหวัดขอนแก่นกลับมาก่อน ถ้ามีผลตรวจออกมาเช่นไรต้องถือปฏิบัติตามที่แพทย์ยืนยัน  พร้อมสืบพยานจากผู้เกี่ยวข้อง  หากว่าเป็นความจริงก็จะเข้าจับกุมคนผิดมาดำเนินการคดีตามกฎหมายต่อไป  

          ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากการสอบถามถึงขั้นตอนการดำเนินคดีของเจ้าหน้าที่นั้น  ไม่ได้รับความร่วมมือเท่าไร  มีเพียงการบอกปัดว่ากำลังดำเนินการอยู่

 

Leave a Reply