เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 25 มิถุนายน 2552 นางส้ม (นามสมมุติ) อายุ 51 ปี ชาวอ.เต่างอย จ.สกลนคร พร้อมลูกสาว ด.ญ.หวาน (นามสมมุติ) อายุ 2 ปี 7 เดือน เข้าร้องเรียนต่อผู้สื่อข่าวว่า ถูกผู้เกี่ยวข้องภายในศูนย์รับเลี้ยงเด็กเล็กในเขตพื้นที่ตัวอำเภอเต่างอย ข่มขืนกระทำชำเราบุตรสาวของตน ซึ่งเกิดเหตุตั้งแต่วันที่ 11 มิถุนายน ที่ผ่านมา นางส้ม พยายามขอความเป็นธรรมจากเจ้าหน้าที่ตำรวจแต่กลับนิ่งเฉย ซึ่งอ้างว่าต้องรอการตรวจสอบ ด้วยความร้อนใจจึงวอนสื่อมวลชนช่วยเหลือ
นางส้ม กล่าวว่า ตนมีอาชีพรับจ้างทั่วไป ส่วนด.ญ.หวาน เป็นหลานสาวซึ่งเป็นลูกของบุตรชายตนที่แยกทางกับแฟนตั้งแต่แรกเกิด ตนจึงได้รับเอา ด.ญ.หวาน เป็นบุตรบุญธรรมและรักเหมือนลูกแท้ๆ จนกระทั่งเมื่อ 2 เดือนก่อนได้นำ ด.ญ.หวาน มาฝากเลี้ยงที่ศูนย์เด็กรับเลี้ยงเด็กเล็กใกล้บ้านดังกล่าว เพื่อจะออกไปประกอบอาชีพตามปกติ จนกระทั่งเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน ภายหลังตนได้ไปรับบุตรสาวกลับบ้านตามปกติ จากศูนย์รับเลี้ยงเด็ก เมื่อเวลา 15.30 น. กระทั่งมาถึงบ้านบุตรสาวบอกว่ามีอาการคันและเจ็บที่อวัยวะเพศ ตนจึงถอดเสื้อผ้าลูกออกตรวจดู ตะลึงเมื่อพบว่าอวัยวะมีสีแดงก่ำ มีคราบอสุจิแห้งติดบริเวณรอบอวัยวะเพศด้านนอก และกางเกงในลูกสาว ตนถามลูกว่าเกิดอะไรขึ้น และใครเป็นคนทำ ด.ญ.หวาน ตอบว่า ลุงช้างอ้วน ให้ถ่างขาออกแล้วไม่รู้ทำอะไร เจ็บมากจึงบอกแม่ ตนโกรธมาก จึงพาลูกสาวกลับไปที่โรงเรียนเพื่อถามครูและพี่เลี้ยงที่ดูแลเด็กว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ได้รับคำตอบว่าเด็กไม่ได้เป็นอะไร ทุกอย่างเรียบร้อยดี ตนจึงบอกครูและพี่เลี้ยงว่าลูกสาวตนถูกข่มขืนกระทำชำเรา จากนายช้างอ้วน ต่อมาตนได้บอกให้ลูกชี้ว่า ใครเป็นคนทำซึ่งลูกสาวได้ชี้ชายวัยกลางคนคนหนึ่งซึ่งชี้อย่างถูกต้อง ซึ่งต่อมา ช่างอ้วน ได้เดินหลบออกไป ตนจึงพาบุตรสาวไปตรวจร่างกายเพื่อขอใบรับรองแพทย์เก็บไว้เป็นหลักฐาน กับโรงพยาบาลเต่างอย โดยมีนายแพทย์เกียรติศักดิ์ ทมเสนสา แพทย์เวรเป็นผู้ตรวจอาการ และมี นางยองใย งอยผาลา เจ้าหน้าที่สอบถามซักประวัติ
นางส้ม กล่าวต่อว่า ต่อมาแพทย์ลงความเห็นว่า พบคราบอสุจิ จึงส่งไปตรวจที่โรงพยาบาลศรีนครินทร์จังหวัดขอนแก่น เพื่อขอทราบผลดีเอ็นเอ จากคราบดังกล่าว ซึ่งแพทย์นัดให้มารับผลการยืนยันผลตรวจคราบอสุจิในวันที่ 2 กรกฎาคม และให้นางส้ม นำ ด.ญ.หวาน มารับผลตรวจเลือดเพื่อหาเชื้อเอชไอวี ในวันที่ 18 มิถุนายน แต่ไม่พบการติดเชื้อเอชไอวีแต่อย่างใด ซึ่งแพทย์ได้กำชับให้นำเด็กมาตรวจเลือดหาเชื้อเอชไอวีและโรคอื่นๆ ติดต่อกันช่วงระยะ 6 เดือน เพื่อความปลอดภัย
ต่อมาในวันที่ 11 มิถุนายน นางส้ม จึงนำใบรับรองแพทย์พร้อมบุตรสาว เข้าแจ้งความในวันเดียวกัน ที่สถานีตำรวจภูธรเต่างอย โดยมี ร.ต.ต.วิชัย ไถวฤทธิ์ พนักงาน(สบ1) ร้อยเวรในขณะนั้นเป็นผู้รับเรื่องไว้ ตนได้บอกรายละเอียดทุกอย่างพร้อมชี้แจงว่า ทราบว่าใครเป็นคนทำเนื่องจากลูกสาวชี้ตัวไว้แล้ว แต่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำเพียงการบันทึกประจำวัน พร้อมบอกให้กลับบ้านไปรอก่อนจนกว่าจะมีผลการตรวจของแพทย์ที่ชัดเจนอีกครั้ง จึงจะสามารถจัดการดำเนินคดีได้ ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวของเจ้าหน้าที่ตำรวจสร้างความแปลกใจแก่นางส้มเป็นอย่างมาก เนื่องจากตนมีใบรับรองแพทย์ และบุตรสาวผู้เสียหายมายืนยัน แต่ทางตำรวจกลับนิ่งเฉย ไม่มีการดำเนินการใดๆ ให้ ประกอบกับไม่ได้ให้ตนเซ็น หรือทำอะไรเกี่ยวกับเอกสารการแจ้งความเลย จนกระทั่งมาถึงวานนี้ ( 25 มิถุนายน) ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่มีการดำเนินการใดเลยเกี่ยวกับคดีนี้ แม้นางส้มจะบอกที่อยู่ของผู้ต้องสงสัย สถานที่รับเลี้ยงเด็กเป็นอย่างไร โดยจะพาลูกไปชี้ตัวคนที่กระทำกับลูก ก็ถูกปฏิเสธ นางส้มไม่ท้อยังขอพบเจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวนก็ถูกบ่ายเบี่ยงตลอดเวลา จากร้อยเวร
นางส้ม กล่าวต่อว่า ในเบื้องต้นเชื่อว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรมในเรื่องนี้จากตำรวจ ตนยอมรับไม่ได้ในเรื่องที่เกิดขึ้นกับลูก เพราะถือเป็นเรื่องน่าอับอาย ประกอบกับเจ้าของศูนย์รับเลี้ยงเด็กเป็นผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ อาจส่งผลให้เกิดความเกรงใจในการทำงาน เพราะทราบมาว่าผู้ที่ลงมือก่อเหตุนั้นเป็นเครือญาติกันกับเจ้าของศูนย์เด็กดังกล่าว ตนจะต้องการขอความเป็นธรรมให้แก่ลูกและครอบครัว และต้องการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งรัดคดีให้เอาคนผิดมาลงโทษให้ถึงที่สุด จึงวอนสื่อมวลชนช่วยเหลือดังกล่าว
ทางด้าน ร.ต.ต.วิชัย เจ้าหน้าที่ตำรวจเจ้าของคดี เปิดเผยเพียงว่า คดีนี้ยังต้องรอผลการตรวจสอบจากคราบอสุจิที่แพทย์โรงพยาบาลเต่างอย ส่งไปตรวจที่โรงพยาบาลศรีนครินทร์จังหวัดขอนแก่นกลับมาก่อน ถ้ามีผลตรวจออกมาเช่นไรต้องถือปฏิบัติตามที่แพทย์ยืนยัน พร้อมสืบพยานจากผู้เกี่ยวข้อง หากว่าเป็นความจริงก็จะเข้าจับกุมคนผิดมาดำเนินการคดีตามกฎหมายต่อไป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากการสอบถามถึงขั้นตอนการดำเนินคดีของเจ้าหน้าที่นั้น ไม่ได้รับความร่วมมือเท่าไร มีเพียงการบอกปัดว่ากำลังดำเนินการอยู่
![]()